ม.ทักษิณ เปิดมุมมอง 2 ต้นแบบศูนย์วิจัยเฉพาะทาง ม.เกษตรศาสตร์ ต่อยอดระบบบริหารศูนย์วิจัยสู่ความเข้มแข็ง

2 กันยายน 2569 64 เข้าชม
ม.ทักษิณ เปิดมุมมอง 2 ต้นแบบศูนย์วิจัยเฉพาะทาง ม.เกษตรศาสตร์ ต่อยอดระบบบริหารศูนย์วิจัยสู่ความเข้มแข็ง
เมื่อ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” ถูกวางบนระบบบริหารจัดการที่ดี ศูนย์วิจัยก็สามารถเป็นมากกว่าพื้นที่สร้างองค์ความรู้ แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงนักวิจัย ทรัพยากร ห้องปฏิบัติการ และองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาและการใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม การพัฒนาศูนย์วิจัยให้เข้มแข็งจึงต้องมองทั้ง “ความเชี่ยวชาญ” และ “ระบบสนับสนุน” ควบคู่กัน สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้บริหาร นักวิจัย และบุคลากร เดินหน้าต่อยอดการพัฒนาศักยภาพศูนย์วิจัย เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ 2 ศูนย์วิจัยของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว (Rice Science Center) และ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (Tropical Vegetable Research Center: TVRC) ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นศูนย์วิจัยเฉพาะทางที่ขับเคลื่อนงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีข้าว โดยบูรณาการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาข้าวให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการผลิต โภชนาการ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และการเกษตรอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวเรศ อารีกิจ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว จุดน่าสนใจของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว คือการนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมข้าว มาเชื่อมโยงตั้งแต่การศึกษายีนและจีโนม การวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ ไปจนถึงการพัฒนาข้าวที่มีคุณลักษณะตอบโจทย์การผลิตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สะท้อนให้เห็นการทำงานของศูนย์วิจัยเฉพาะทางที่นำองค์ความรู้เชื่อมต่อกับโจทย์ของประเทศและการใช้ประโยชน์จริง ขณะที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน สังกัดภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ เป็น หัวหน้าศูนย์ฯ มีบทบาทด้านการวิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน โดยเฉพาะการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรพันธุกรรมพืชผัก การปรับปรุงพันธุ์ และการนำทรัพยากรพันธุกรรมไปต่อยอดสู่การวิจัยและใช้ประโยชน์ ศูนย์ฯ ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมพืชผักมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และรวบรวมเชื้อพันธุกรรมพืชผักไว้มากกว่า 14,000 accessions ครอบคลุม 40 ชนิด รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานกับเครือข่ายด้านทรัพยากรพันธุกรรมพืชทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ การได้สัมผัสการทำงานของทั้งสองศูนย์ในพื้นที่จริง ยังทำให้คณะมหาวิทยาลัยทักษิณได้เห็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการสร้างศูนย์วิจัยให้เข้มแข็ง นั่นคือ “โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความเชี่ยวชาญ” ทั้งห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ ระบบบริหารทรัพยากร ตลอดจนการจัดการองค์ความรู้และฐานทรัพยากรสำหรับการวิจัย ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนางานได้อย่างต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนกับทั้งสองศูนย์จึงเปิดมุมมองให้คณะมหาวิทยาลัยทักษิณได้เห็น “ศูนย์วิจัยทั้งระบบ” ตั้งแต่การกำหนดความเชี่ยวชาญและทิศทางของศูนย์ รูปแบบและกลไกการบริหาร การพัฒนาบุคลากรและทีมนักวิจัย ไปจนถึงการบริหารห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรวิจัยให้สามารถสนับสนุนการสร้างผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการได้เห็นรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันของทั้ง “ข้าว” และ “พืชผักเขตร้อน” ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน การจัดการทรัพยากรพันธุกรรม การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ ไปจนถึงการนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปเชื่อมต่อกับโจทย์ด้านการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และการใช้ประโยชน์ ซึ่งสะท้อนบทบาทของศูนย์วิจัยเฉพาะทางที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลิตผลงานวิชาการ แต่สามารถเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมในระยะยาว สิ่งที่มหาวิทยาลัยทักษิณนำกลับมาจากการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงรูปแบบการบริหารของศูนย์ใดศูนย์หนึ่ง แต่คือ “วิธีคิดในการสร้างศูนย์วิจัยจากฐานความเชี่ยวชาญ” และการออกแบบระบบสนับสนุนให้เหมาะกับธรรมชาติของงานวิจัยแต่ละด้าน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของมหาวิทยาลัยทักษิณ เสริมความเข้มแข็งให้แก่นักวิจัย ทีมวิจัย และศูนย์วิจัย พร้อมต่อยอดสู่การสร้างผลงานและการใช้ประโยชน์ที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างต่อเนื่อง

วันที่เผยแพร่: 2 กันยายน 2569

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ค้นหาข่าว