เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวภาวณี คำชาลี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. ได้แก่ นายสุรพล ปัตตานี และ นายธนา สุวัฑฒน ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามและประเมินผลสำเร็จของโครงการวิจัย ภายใต้เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเด็น “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ประจำปีงบประมาณ 2568
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้แทนได้เดินทางไปยัง ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามโครงการวิจัยเรื่อง “การจัดการน้ำเสียสีย้อมด้วยนวัตกรรมถ่านกัมมันต์จากเศษกระจูด เพื่อความมั่นคงทางน้ำในลุ่มทะเลสาบสงขลา” ดำเนินการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศรชัย อินทะไซย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทักษิณ โดยคณะผู้แทนได้ตรวจเยี่ยมจุดติดตั้งนวัตกรรม รับฟังรายงานความก้าวหน้าของโครงการ และให้ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียและยกระดับคุณภาพแหล่งน้ำในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการวิจัยดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากกระบวนการย้อมสีเส้นใยกระจูด ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญของชุมชนในพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะใน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูด ที่มีการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่กระบวนการย้อมสีด้วยสารเคมีสังเคราะห์ทำให้เกิดน้ำเสียสีย้อมจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ รวมถึงสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
ศรชัย มทัก-น้ำมั่นคง
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยได้พัฒนา นวัตกรรมถ่านกัมมันต์จากเศษกระจูด ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตหัตถกรรมกระจูด มาใช้เป็นวัสดุดูดซับสีย้อมในน้ำเสีย โดยสามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการที่ง่าย ใช้อุปกรณ์พื้นฐานในครัวเรือน เช่น การเผาเศษกระจูดในกระทะ จนได้ถ่านกัมมันต์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับสารเคมีและโลหะหนักในน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ชุมชนสามารถบำบัดน้ำเสียได้ด้วยตนเองในต้นทุนต่ำ และลดการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
ศรชัย มทัก-น้ำมั่นคง
นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ชุมชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติจริง เช่น
การผลิตถ่านกัมมันต์จากเศษกระจูดในระดับครัวเรือน
การบำบัดน้ำเสียสีย้อมกระจูดด้วยกระบวนการดูดซับ
การตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
การนำวัสดุดูดซับกลับมาใช้ซ้ำเพื่อลดต้นทุนและลดของเสีย
แนวทางดังกล่าวช่วยให้ชุมชนสามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งส่งเสริมแนวคิด เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ผ่านการเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และลดปริมาณขยะในชุมชน
ผลจากการดำเนินโครงการคาดว่าจะสามารถ บำบัดน้ำเสียสีย้อมได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ลิตรต่อเดือน ลดการปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งมีพื้นที่กว่า 300,000 ไร่ และเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำสำคัญสำหรับการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยวของภาคใต้
ศรชัย มทัก-น้ำมั่นคง
ขณะเดียวกัน โครงการยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศษกระจูดซึ่งเดิมถือเป็นของเสียในกระบวนการผลิต โดยสามารถนำมาผลิตเป็นถ่านกัมมันต์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอด เช่น วัสดุดูดซับกลิ่น หรือส่วนผสมในผลิตภัณฑ์จากยางพารา ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่
โครงการดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของ ลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมกระจูดที่สืบทอดมายาวนาน
การบูรณาการองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับภูมิปัญญาชุมชนในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน