วช. ลงพื้นที่ติดตามงานวิจัยมหาวิทยาลัยทักษิณ ยกระดับการบริหารจัดการข้าวนาริมเลพัทลุง ด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสู่ชุมชน
.
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 คณะผู้ทรงคุณวุฒิและคณะทำงานจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการวิจัยภายใต้ แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. เรื่อง “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด ด้านการเกษตร” ซึ่งเป็นแผนงานสำคัญในการขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำและยกระดับภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน การลงพื้นที่ครั้งนี้มีคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติร่วมติดตามผลการดำเนินงาน ได้แก่
👉ศาสตราจารย์ ดร.กมล เลิศรัตน์ ประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
👉รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
👉รองศาสตราจารย์ ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
👉นางสุนันทา สมพงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
👉 นางสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1
พร้อมด้วยคณะทำงานจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติที่ร่วมลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะในการพัฒนางานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่
.
การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งติดตามการดำเนินงานของโครงการ “การบริหารจัดการข้าวนาริมเลจังหวัดพัทลุง ภายใต้สภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้งเพื่อการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน”
โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา พนมจันทร์ เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งเป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยทักษิณที่มุ่งสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหาการทำนาในพื้นที่นาริมเลที่มีลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา พื้นที่ศึกษาหลักอยู่บริเวณ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของประเทศบริเวณทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลา ที่มีลักษณะภูมิประเทศและระบบน้ำที่มีความผันผวนทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
พื้นที่ดังกล่าวยังถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณ อุทยานนกน้ำทะเลน้อย และจุดชมวิวบน สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สะพานเอกชัย) ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของทะเลน้อย ทะเลสาบสงขลา รวมถึงวิถีชีวิตของควายน้ำและชุมชนชาวประมงพื้นบ้านได้อย่างชัดเจน
.
โครงการวิจัยดังกล่าวมุ่งพัฒนาแนวทาง การบริหารจัดการระบบการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับสภาพภูมินิเวศของพื้นที่นาริมเล โดยผสานองค์ความรู้ด้าน
💡วิทยาศาสตร์การเกษตร
💡การจัดการทรัพยากรน้ำ
💡เทคโนโลยีการผลิตข้าว
💡เศรษฐศาสตร์ชุมชน
💡ภูมิปัญญาท้องถิ่น
เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการนาที่สามารถ รับมือกับสภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้งที่เกิดขึ้นสลับกันในพื้นที่ พร้อมทั้งเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร
📌นอกจากการพัฒนาระบบการผลิตข้าวแล้ว โครงการวิจัยยังให้ความสำคัญกับ การเชื่อมโยงการเกษตรกับการท่องเที่ยวชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างรายได้ทางเลือกให้กับชุมชนในพื้นที่นาริมเล
พื้นที่บ้านปากประและบริเวณทะเลน้อยถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง เนื่องจากมีทั้งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ความหลากหลายของนกน้ำ วิถีชีวิตเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้าน รวมถึงวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์งานวิจัยจึงมีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-tourism) และ การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) ผ่านการเชื่อมโยงกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น
💡การเรียนรู้วิถีการทำนาริมเล
💡การสาธิตการปลูกข้าวและการจัดการน้ำในแปลงนา
💡การเรียนรู้ภูมิปัญญาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว
💡การท่องเที่ยวชมธรรมชาติพื้นที่ชุ่มน้ำและวิถีควายน้ำ
แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและทรัพยากรของพื้นที่
.
ภายในงานยังมีการจัดแสดงบูธนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากโครงการ
📍พันธุ์ข้าวใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นาริมเล สามารถรับมือกับสภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้ง ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพเมล็ดดี นุ่ม หอม และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น
📍เทคโนโลยีเพื่อยกระดับทักษะเกษตรกร การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการผลิตข้าวและพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการแปลงนา และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในพื้นที่
📍นวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยทักษิณ การนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยทักษิณ มาประยุกต์ใช้กับระบบการผลิตในชุมชน เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่นาริมเล
📍นวัตกรชุมชนต้นแบบการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรในพื้นที่ให้เป็น “นวัตกรชุมชน” ที่สามารถเรียนรู้ ปรับใช้ และต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง
.
📌นอกจากนั้นภายในกิจกรรมยังมีการประชุมติดตามผลและเวทีสะท้อนบทบาทของภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง อาทิ
🌟รองศาสตราจารย์ ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ
🌟ศาสตราจารย์ ดร.ศิวเรศ อารีกิจ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
🌟นายสายัณ รักดำ ประธานกลุ่มทำนาริมเลบ้านปากประ จังหวัดพัทลุง
🌟นางสาวพัชราภรณ์ รักชุม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง
🌟นายชาญวิทย์ รัตนชาติ หัวหน้าโครงการซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
🌟นางศรุดา อินทร์ประพันธ์ นายอำเภอเมืองพัทลุง
🌟ผู้แทนผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวในพื้นที่
เวทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง การทำงานแบบบูรณาการระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และชุมชน เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง
.
การลงพื้นที่ติดตามโครงการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ งานวิจัยและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมหาวิทยาลัยทักษิณได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ทำให้เกิดต้นแบบการบริหารจัดการข้าวนาริมเลที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในระยะยาว นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ การนำงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง (Research Utilization) ที่สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้กับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน